วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การดูแลฟัน

การดูแลฟันของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์
ทันตแพทย์เจิมพล ภูมิตระกูลแผนกทันตกรรม

สวัสดีครับท่านสมาชิกโรงพยาบาลรามคำแหง และท่านผู้อ่านทุกท่าน “ คุยกับหมอฟัน ” ฉบับนี้ เป็นเรื่องการดูแลฟันของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์
ทำอย่างไร ทารกในครรภ์จึงจะมีฟันที่แข็งแรง ?
ทารกในครรภ์จะเริ่มสร้างฟัน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน ดังนั้นการเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของทารก และฟันของทารก ได้แก่อาหารประเภทที่มีแคลเซียม ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นม ไข่ เป็นต้น
ฟันคุณแม่ล่ะ ดูแลอย่างไร ?
การดูแลรักษาสุขภาพปาก และ ฟันของคุณแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ สมัยโบราณคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า “ เมื่อตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์จะดึง สารอาหารจากฟันแม่ ทำให้เกิดฟันผุมากขึ้น ” คำกล่าวนี้ไม่เป็นความจริงเลย
สาเหตุจากฟันผุในช่วงตั้งครรภ์ มาจากการดูแลรักษาฟันไม่ดีพอ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ในร่างกาย ทำให้มีผลต่อเหงือก คือ เหงือกจะมีอาการบวม และอักเสบง่ายกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อแปรงฟันก็จะเจ็บ และ มีเลือดออกได้ง่าย ทำให้คุณแม่ละเลยการแปรงฟัน เหงือกจึงอักเสบ และ ฟันผุมากขึ้นในช่วงนี้
อีกสาเหตุที่ทำให้ฟันผุง่ายกว่าปกติ คือ เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้อง อาเจียนบ่อย กรดจะค้างอยู่ภายในช่องปาก ดังนั้น ถ้าบ้วนปาก หรือ แปรงฟันไม่สะอาดหลังอาเจียน ก็จะทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้น
เมื่อตั้งครรภ์ ทำฟันได้หรือไม่ ?
ผู้ที่มีความกลัวการทำฟันอยู่แล้ว พอเริ่มตั้งครรภ์ยิ่งทำให้มีความกลัว และวิตกกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ?
ขอให้ท่านลดความกังวล และความกลัว เพราะความจริงก็คือ ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด โดยเฉพาะใน ช่วง 4 - 6 เดือน ของการตั้งครรภ์ จะเป็นระยะที่เหมาะสม และปลอดภัยมากที่สุดในการทำฟัน
ในช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์นั้น จะเป็นช่วงที่ร่างกายคุณแม่มีการปรับตัวทั้งสภาวะร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งอารมณ์จะไม่ปกติ การจะต้องมาทำฟัน อาจทำให้คุณแม่มีความเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทารก แต่จะยกเว้นในกรณีที่คนไข้มีอาการปวดมาก ทันตแพทย์ก็คงพิจารณาเฉพาะในแต่ละราย เพื่อลดอาการปวดของคุณแม่ที่อาจจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้เช่นกัน
ส่วนในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ก่อนคลอดนั้น การนั่งทำฟันนาน ๆ จะไม่สะดวกต่อคุณแม่เอง ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ไม่เหมาะแก่การทำฟัน ยกเว้นในกรณีที่คุณแม่มีอาการปวดมาก หรือมีการติดเชื้อภายในช่องปาก
ควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพฟันที่ดีของแม่ และทารก
บ้วนปาก หรือ แปรงฟัน หลังอาหาร หรือหลังอาเจียน
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ไข่ ผัก นม หลีกเลี่ยงขนมหวาน
เมื่อจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพราะยาบางชนิด จะมีผลต่อฟันของทารกในครรภ์
เมื่อตั้งครรภ์ ควรพบทันตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน สามารถสอบถามและปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ที่แผนกทันตกรรม โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ทุกวัน

ที่มาhttp://www.ram-hosp.co.th

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา (บาลี: วิสาขปูชา; อังกฤษ: Vesak) เป็น "วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล" ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, วันหยุดราชการ ในหลายประเทศ และ วันสำคัญของโลก ตามมติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ[1] เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทั้งสามเหตุการณ์นั้นได้เกิดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก"วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน โดยในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 หลัง ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่นที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติของไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม[2] และในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกาย ที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 นั้น เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ๆ ซึ่งจะไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท [3]วันวิสาขบูชานั้น ได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะนี้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึงนับถือว่าวันเพ็ญเดือน 6 นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มากที่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบำเพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการถวายสักการะรำลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบันวิสาขบูชา มีการนับถือปฏิบัติกันในหลายประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งมหายานและเถรวาททุกนิกายมาช้านานแล้ว ในบางประเทศเรียกพิธีนี้ว่า "พุทธชยันตี" (Buddha Jayanti) เช่นใน อินเดีย และศรีลังกา ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ เช่น ประเทศอินเดีย, ประเทศไทย, ประเทศพม่า, ประเทศศรีลังกา, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น (ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากที่สุด) ในฝ่ายของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับคติการปฏิบัติบูชาในวันวิสาขบูชามาจากลังกา (ประเทศศรีลังกา) ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดพิธีวิสาขบูชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัยวันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก[4] (ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากลนานาชาติ (International Day)" หรือ "วันสำคัญของโลก" ตามคำประกาศของที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 54 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ที่มา th.wikipedia.org

เด็กติดเกมส์

ด็กติดเกมส์
นับวันปัญหาเรื่องเด็กติดเกมส์ยิ่งทวีความรุนแรง และมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสภาพร้านเกมส์แทบไม่ต่างจากแหล่งมั่วสุม ซึ่งจากคำบอกเล่าของวัยรุ่นที่ติดเกมส์งอมแงม หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ร้านเกมส์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง หรือไม่ก็ยกให้เป็นออฟฟิตที่ต้องขยันเข้ามาทำงานทุกวัน ขณะที่ฝ่ายบ้านเมืองมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยออกมาควบคุมเข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการในช่วงเวลาก่อน 14.00 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ยกเว้นวันหยุดราชการ, ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้บริการหลังเวลา 22.00 น. ของทุกวัน, ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เกินกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน, ห้ามสูบบุหรี่ สารเสพติดทุกชนิด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสถานที่ให้บริการ, ห้ามให้เล่นการพนัน ทว่าข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้แทบไม่มีความหมาย เนื่องจากร้านเกมส์หลายร้านตั้งใจฝ่าฝืนกฎระเบียบสิริธรรม โชตินฤมล หรือต้น นักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ผู้ซึ่งคลั่งไคล้เกมส์ออนไลน์ และคลุกคลีอยู่ในแวดวงเกมส์มานาน เปิดเผยถึงสภาพปัญหาของร้านเกมส์ทุกวันนี้ ว่า ร้านเกมส์ปัจจุบันหลายร้านแทบไมต่างจากแหล่งมั่วสุมขนาดย่อมของวัยรุ่น ข้อฎหมายที่ถูกนำมาบังคับใช้ ร้านเกมส์ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง อย่างเช่นห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการก่อนช่วงเวลา 14.00 น. ของวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ที่ตนเห็นแทบจะทุกร้าน มักจะมีเด็กนักเรียนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาเล่นเกมส์ และยิ่งไปกว่านั้นการห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้บริการหลังเวลา 22.00 น. ของทุกวัน ก็มีการฝ่าฝืน โดยเจ้าของร้านจะปิดหน้าร้านอย่างมิดชิด แต่ภายในร้านเกมส์ก็ยังคับคั่งไปด้วยเด็กติดเกมส์“เจ้าของร้านจะทำทีเป็นปิดหน้าร้าน เพื่อพรางตำรวจ แล้วปล่อยให้เด็กเล่นเกมส์อยู่ข้างในร้านอย่างปกติต่อไป เด็กที่เล่นเกมส์ภายในร้าน บางคนหนีเรียนมาเล่นตั้งแต่เช้า บางคนมาตอนสาย ดังนั้นที่ห้ามไม่ให้เล่นเกิน 3 ชม. เอาเข้าจริงถ้าเด็กยังไม่เลิก ก็ไม่มีการห้ามอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กบางคนถึงกับใส่ชุดนักเรียนเล่น แต่บางร้านก็จะบอกให้เด็กเปลี่ยนชุดก่อน แล้วค่อยเข้ามาเล่นเกมส์” ความสัมพันธ์ภายในร้านของเด็กติดเกมส์ในปัจจุบัน ต้นบอกว่าส่วนมากจะรู้จักกันง่าย เพราะการเล่นเกมส์บางเกมส์จะมีการท้าแข่งกันในรูปแบบของทีม ภายในร้านเกมส์จึงแทบจะรู้จักกันหมด และเจ้าของร้านก็มักจะให้บริการกับลูกค้าอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น จึงมองร้านเกมส์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และถ้าเด็กติดเล่นเกมส์ร้านไหน เด็กก็จะไปเล่นแต่ร้านนั้น ตรงนี้จึงทำให้การแหกกฎเป็นไปตามความต้องการของทั้งคนเล่นและเจ้าของร้าน ส่วนสาเหตุหลักๆ ของการติดเกมส์ ต้นเล่าว่า ในโลกของไซเบอร์มันแตกต่างจากโลกของความจริง คือใครอยากเป็นอะไร มีหน้าตาแบบไหน ร่ำรวยเท่าไหร่ เก่งกาจแค่ไหน ฯลฯ ก็สามารถทำได้ ซึ่งมันต่างจากโลกแห่งความจริง เนื่องจากความจริงเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้ แค่จะไปเรียนหนังสือให้รอดในแต่ละวันยังทำไม่ได้เลย แล้วใครจะมายอมรับเรา “การติดเกมส์ไม่ต้องมีสาเหตุในการเริ่มต้นมาก ทีแรกแค่เล่นเกมส์ เล่นแล้วเพลิน เล่นแล้วสนุก หลังจากนั้นเมื่อเล่นแพ้ ก็จะคิดว่าทำไมเราทำไม่ได้ ต้องพยายามหนักขึ้นไปอีก เรียกว่านั่งเล่นเกมส์เกือบ 24 ชม. แบบไม่กินไม่นอน ทีนี้ก็จะเริ่มเสพติด ยิ่งเมื่อการพยายามเป็นผลทำให้เราเล่นเก่งขึ้น เกิดการยอมรับ มันจะทำให้เกิดความภูมิใจ คือโลกไซเบอร์มันก็เป็นอีกสังคมหนึ่ง เราสามารถเป็นดาราเป็นคนเก่งมีความสามารถ ไปไหนมาไหนใน sever มีแต่คนรู้จัก แต่ในความจริงมันทำไม่ได้” "แบงค์" วันชนะ ชัยยันต์ เด็กติดเกมส์อีกรายหนึ่ง ที่เปรียบร้านเกมส์เป็นเหมือนออฟฟิตที่ต้องเข้ามาทำงานทุกวัน เล่าให้ฟังถึงปัญหาของเด็กติดเกมส์ว่า สาเหตุของการติดเกมส์โดยส่วนใหญ่ หลักๆ ก็คือต้องการทำให้สังคมของเด็กเล่นเกมส์ยอมรับว่าเราเก่ง มีความสามารถ จึงทำให้ต้องขยันเล่น ขยันฝึก เด็กติดเกมส์ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยไปเรียน เรียกว่าถ้ามีโอกาสหนีเรียนได้ ก็จะหนีเลย และในการเล่นเกมส์จะมีการแข่งขัน บางแมตท์แข่งกันเป็นทีม โดยจะตั้งทีมขึ้นมาแล้วไปท้าแข่งกับทีมอื่นๆ “การแข่งเกมส์ออนไลน์แบบเป็นทีม นี่แหละตัวสำคัญ เด็กบางคนเครียดยิ่งกว่าการสอบปลายภาคเสียอีก ทั้งๆ ที่สามารถท้าแข่งได้ตลอด และก่อนแข่งอาจมีการติดปลายเมาส์ คือมีเดิมพันเกิดขึ้น ซึ่งเวลาแข่งบางคนถึงกับใช้อารมณ์ร้องด่าแบบเยาะเย้ย สะใจเวลาทำลายทีมคู่แข่งได้ ที่ผมเห็นบางคนถึงกับลุกขึ้นต่อยตีกันก็มี ผมยังเคยคิดจะเดินไปตบหัวเด็กข้างๆ เลย เพราะเขาเป็นรุ่นน้อง ” แบงค์ บอกว่า เด็กติดเกมส์ส่วนใหญ่จะดูดบุหรี่จัด เพราะการเล่นเกมส์มันทำให้เครียด บางร้านเจ้าของไม่เข้มงวด แบบว่าเอาใจลูกค้าเต็มที่ ก็สามารถดูดบุหรี่ข้างในได้เลย แต่ถ้าบางร้านเขาห้ามก็จะออกมาดูดกันที่หน้าร้าน ขณะที่ อาร์ต เจ้าของร้านเกมส์หน้ามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เล่าว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียน นักศึกษาทั้งนั้น และตนจะมีความสนิทสนมกับลูกค้าเป็นอย่างดี บางทีก็ยอมรับว่า ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาเล่น ขอเพียงแค่เปลี่ยนชุดนักเรียนก็พอ เนื่องจากตำรวจไม่ค่อยจะกวดขันเท่าใด หรือการเปิดร้านหลัง 4 ทุ่ม ตนก็เพียงปิดประตูหน้าร้านให้มิดชิด ส่วนภายในร้านก็ยังปล่อยให้เล่นตามปกติ “บางทีเราก็อยากจะปฏิบัติตามกฎที่ออกมา แต่เด็กก็ยังไม่อยากเลิกเล่น ถ้าปิดไปเขาก็ไปเล่นร้านอื่นต่อเหมือนเดิม ก็เลยเอาเป็นว่าปล่อยเลยตามเลย ” ด้าน สมาน ปรางค์ทอง ผู้ปกครองของเด็กติดเกมส์ เล่าให้ฟังถึงลูกชายที่ติดเกมส์หนักถึงขั้นหนีเรียนไปอยู่ร้านเกมส์ว่า อาจารย์เคยรายงานความประพฤติมาว่าลูกเราไม่เข้าเรียน กำลังจะหมดสิทธิ์สอบ ฟังแล้วก็ตกใจและเสียใจมาก ทั้งที่เขาแต่งตัวไปโรงเรียนทุกวัน พอสืบไปเรื่อยๆ จึงรู้ว่าเขามักจะหนีเรียนมานั่งเล่นเกมส์ “ช่วงแรก ๆ จะลงโทษยังไง ลูกก็ไม่ดีขึ้น ถึงขนาดขังไว้ในห้องก็แล้ว ไม่ให้เงินใช้ก็แล้ว เขาก็ยังปีนหนีออกจากบ้าน มิหนำซ้ำยังแอบขโมยนาฬิกาของแม่ไปขาย เพื่อเอาเงินไปเล่นเกมส์ วันนั้นโกรธมาก แต่พอเขากลับมา ผมกลับมีความคิดชั่วขณะขึ้นมาว่า ดีแล้วที่ลูกยังกลับมา และยังมีชีวิตรอด ตอนนั้นร้องไห้เลย ลูกเห็นคงตกใจมาก เข้ามาถามว่าพ่อเป็นอะไร เลยคุยกับลูกทั้งน้ำตาของความเป็นพ่อ วันนั้นเลยพูดดีๆ ด้วยเหตุผล ต่อรองกันไปมาได้ข้อสรุปว่า จะให้เล่นเกมส์เฉพาะที่บ้านได้แต่ต้องเป็นเวลา หลังจากนั้น รู้สึกว่าเขาจะทำตัวดีขึ้น และที่สำคัญคือไปเรียนจริงๆ ทุกวัน” อาจารย์ศันสนีย์ สุดประเสริฐ นักวิชการศึกษาพิเศษ 8 สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนคริทร์ ได้บอกถึงแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ว่า ส่วนที่สำคัญคือครอบครัว โดยพ่อแม่ต้องเข้าใจลูก ห้ามโมโห อันดับแรกต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้กับบรรยากาศในครอบครัวก่อน เนื่องจากหากเราดุด่า ทำโทษลูกมาก ลูกจะกลัวเรา บางคนจะรู้สึกเบื่อหน้าพ่อแม่ไปเลย ที่สำคัญต้องคิดตลอดว่า เวลาเข้าบ้านต้องจัดการกับอารมณ์ตนเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยจัดการกับลูก อย่างเช่น พ่อแม่บางคนเจอหน้าลูกก็จะด่าจนเป็นปกติวิสัย ลองเปลี่ยนใหม่เวลาลูกทำผิด อย่าเพิ่งด่า ให้พูดดีด้วย เมื่อพ่อแม่เปลี่ยนตัวเองได้แล้วลูกก็จะตกใจ ทำให้อย่างน้อยเขาก็จะหยุดคิด หลังจากนั้นจึงคุยกัน และอย่าเพิ่งให้ลูกหยุดเล่นเกมส์ แต่ให้เล่นได้โดยมีข้อตกลงร่วมที่มา campus.sanook.com

วัยรุ่นกับการคบเพื่อน

วัยรุ่นกับการคบเพื่อน
ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนคุยเก่งและมีเพื่อนมาก ๆ การพูดคุยเป็นเรื่องที่พัฒนาได้ คนที่คุยเก่งคือที่มีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ลองใช้วิธีดูทีวี ฟังวิทยุ ดูหนังสือหรืออ่านหนังสือมาก ๆ แล้วเอาเรื่องที่ได้อ่านได้ดูมาเล่าให้เพื่อนฟัง ส่วนวิธีการเล่าให้ดึงดูดความสนใจนั้น แรก ๆ อาจลองสังเกตเพื่อนที่คุยเก่ง ๆ ฟังเขาและจดจำวิธีการพูด การใช้คำของเขา เลียนแบบเขาก่อนแล้วค่อย ๆ พัฒนามาเป็นวิธีการของเราเอง หรือจะศึกษาจากรายการทอล์คโชว์ต่าง ๆ ก็ได้ ค่ะ ถ้ายังไม่พร้อมที่จะเล่าให้เพื่อนฟัง ก็ลองคุยให้คนอื่น ๆ เช่น คุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง (หรือเจ้าด่างที่บ้านก็ได้) ฟังก่อน เป็นการฝึกเรียบเรียงความคิดไปในตัวด้วย ที่จริงการมีเพื่อนมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคุยเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น เป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน มีน้ำใจ รู้จักฟังเวลาคนอื่นพูด แค่นี้เพื่อนก็ติดกันกรอแล้ว อย่าลืมว่าคนที่จองเวทีคุยอยู่คนเดียว ไม่รู้จักฟังคนอื่นบ้าง ก็น่าเบื่อมิใช่น้อย หรือคนที่พูดไม่ถูกกาละเทศะ พูดไม่เข้าหูคน ก็อาจทำให้เพื่อนหนีไปหมดได้เหมือนกัน? ทำอย่างไรให้เพื่อนเกรงใจไม่เอาเปรียบเรา การที่เพื่อนไม่เกรงใจ และชอบเอาเปรียบเรา ก็เพราะเรายอมอ่อนข้อให้เพื่อน หรือเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อนมากเกินไป เพื่อนจึงรู้สึกว่าเราเป็น "ของตาย" จะทำอย่างไรกับเราก็ได้ เพราะเราไปไหนไม่รอดถ้าขาดเขา คงต้องหัดพึ่งพาตัวเองให้มาก ทำอะไรด้วยตัวเองให้เป็น และรู้จักยืนยัน สิทธิของเราบ้าง เพื่อให้เห็นว่าเราก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เวลาเพื่อนทำอะไรให้เราไม่พอใจ ก็อย่าทนเงียบ แต่ให้บอกเพื่อนไปตรง ๆ ว่าเราไม่ชอบ อย่าทำอย่างนี้กับเราอีก เพราะเราเองก็ยังไม่เคยทำกับเขาอย่างนี้เลย ถ้าเราไม่พูด เพื่อนก็อาจจะไม่รู้ตัว และเราก็ต้องเก็บกดอารมณ์ที่ไม่ดีเอาไว้ เป็นผลเสียต่อตัวเราด้วย นานไปเมื่อทนไม่ไหว ก็อาจระเบิดอารมณ์ออกมา ทำให้ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลงจนมองหน้ากันไม่ติดก็ได้ แต่ถ้าบอกแล้วเพื่อนยังขืนทำอีก ก็แสดงว่าเขาไม่แคร์เรา เราก็ควรอยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้ แล้วหันไปคบเพื่อนใหม่ที่นิสัยดี คบแล้วสบายใจ จะดีกว่า คนที่ไม่เกรงใจและชอบเอาเปรียบเพื่อนนั้น ไม่มีใครชอบและอยากได้เป็นเพื่อนหรอกค่ะ ถ้าเขาไม่แก้ไขตัวเอง นานไปก็จะไม่มีใครคบเขาเองแหละ? ทำอย่างไรจึงจะหาเพื่อนที่คุยกับเรารู้เรื่องและชอบอะไรเหมือนเราได้ ไม่อยากหรอกค่ะ ถ้าเราแสดงท่าทีเป็นมิตร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ก็จะมีเพื่อนมากมายมาให้เราเลือกคบหาสมาคม เพื่อนคนไหนคุยกันถูกคอ มีรสนิยมตรงกันก็จะดังดูดเข้าหากันเอง เหมือนแม่เหล็กต่างขั้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจเฟ้นหาหรอกค่ะ แต่ถ้าเราเก็บตัว ไม่ยอมสร้างสัมพันธ์ภาพกับใครเลย มัวแต่จะรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายเข้ามาหาเราเอง ก็คงยากที่จะพบเพื่อนที่ถูกใจได้ง่าย ๆ เพราะเราไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่าใครเป็นอย่างไร เรื่องอย่างนี้ต้องอาศัยความสนิทสนม และใช้เวลาพอสมควร ดังนั้น ฝึกเป็นคนยิ้มง่ายเข้าไว้ วางตัวสบาย ๆ เป็นตัวของตัวเอง และรู้จักหยิบยื่นความเป็นมิตรให้กับคนอื่นก่อน? ทำอย่างไรถ้ารู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเพื่อน เราควรจะพิจารณาดูก่อนว่า เราด้อยกว่าเพื่อนเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่แก้ไข ปรับปรุงได้หรือไม่ จะได้หาหนทางกันต่อไป ถ้าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ เช่น รู้สึกว่าตัวเองเรียนด้อยกว่าเพื่อน รู้สึกว่าเพื่อนรอบรู้เรื่องต่าง ๆ มากกว่าเรา รู้สึกว่าเราเล่นกีฬาไม่เก่งเท่าเพื่อน เป็นต้น เรื่องแบบนี้เราสามารถพัฒนาตัวเองให้ทันเพื่อนได้ เช่น ขยันเรียนให้มากขึ้น ขยันอ่านหนังสือความรู้รอบตัวให้มากขึ้น หมั่นศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ไปเรียนพิเศษ ทุ่มเวลาสำหรับฝึกซ้อมกีฬาให้มากขึ้น เราก็อาจจะทัดเทียมเพื่อนได้ เรียกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ถ้าเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เช่น รู้สึกด้อยที่พ่อแม่แยกทางกัน ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวเพื่อน รู้สึกว่าฐานะยากจนกว่าเพื่อน ไม่มีของใช้แพง ๆ เหมือนเพื่อน รู้สึกว่าไม่สวยไม่หล่อเหมือนเพื่อน เป็นต้น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เราต้องทำใจ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรจมอยู่กับความน้อยเนื้อต่ำใจไปตลอด ลองมองหาข้อดีที่เราได้รับมาบ้าง เช่น การที่พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และเป็นบทเรียนสำหรับการเลือกคู่ของเราในอนาคต ที่จะต้องเลือกให้ดี คิดให้รอบคอบก่อน หรือการที่ฐานะยากจน ก็ทำให้เรารู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด ในอนาคตเมื่อมีงานทำ มีเงินเดือน เราก็จะเก็บเงินได้ ไม่ยากจนอีกต่อไป หรือการที่คิดว่าไม่สวยไม่หล่ออย่างเพื่อน ก็น่าจะดี จะได้ไม่มีใครมาจีบ ทำให้จิตใจไขว้เขวจนไม่เป็นอันเรียน ถ้าคิดได้อย่างนี้จะทำให้เราเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคง และคนที่มีอารมณ์มั่นคงจะได้เปรียบคนอื่นในทุก ๆ ทางค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป ? ทำอย่างไรเวลาถูกเพื่อนล้อเลียน ไม่ต้องทำอะไร ทำท่าเฉย ๆ เข้าไว้ เพราะยิ่งแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อนก็จะยิ่งสนุกและล้อเลียนไม่หยุดหย่อน แต่ถ้าทำเฉยเสีย ไม่โต้ตอบทั้งสีหน้าท่าทางและคำพูด เพื่อนก็จะไม่รู้สึกสนุกกับการล้อเลียนและเลิกล้อไปเอง อย่างให้เพื่อนรู้ว่า คำล้อเลียนมีผลต่อความรู้สึกของเรา เพราะนั่นคือสิ่งที่เพื่อนต้องการและหวังที่จะได้เห็น จึงควรทำจิตใจให้มั่นคงเข้าไว้ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เพื่อนจะได้รู้สึกผิดหวังไงคะ ถือเป็นการแก้ลำอย่างหนึ่ง และถ้าคำล้อเลียนนั้นไม่ทำให้เรารู้สึกแย่เกินไป มีปมด้อย หรือรู้สึกรำคาญ ก็อาจทำให้เป็นเรื่องขบขันไปเสียก็ได้ ถือว่าช่วยให้เพื่อนได้สนุกสนานก็แล้วกัน ให้ตัดสินใจเลือกเองค่ะว่าต้องการผลลัพธ์แบบไหน ? ทำอย่างไรเวลาทำรายงาน เพื่อนไม่ยอมให้เข้ากลุ่ม เพื่อน ๆ ย่อมอยากได้คนที่ขยัน มีความรับผิดชอบ ตั้งใจทำงาน มาเข้ากลุ่ม เพื่อรายงาน จะได้มีคุณภาพ เสร็จทันเวลา และได้คะแนนดี แต่ถ้าเราเป็นคนขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบงานส่วนที่ได้รับมอบหมายไม่ตั้งใจ ทำให้ดี ทำแบบ ชุ่ย ๆ พอพ้นตัว เพื่อนก็ย่อมไม่อยากให้เราเข้ากลุ่ม ไปเป็นตัวถ่วงของพวกเขา เข้าใจค่ะ ว่าการที่เพื่อนไม่ยอมให้เข้ากลุ่มคงทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด แต่เราคงต้องพิจารณาตัวเองด้วย ลองปรับปรุงตัวเสียใหม่ ขยันเรียนให้มากขึ้น ส่งการบ้านให้ทันเวลา และเป็นฝ่ายช่วยเหลือเพื่อนก่อนในเรื่องการเรียน เพื่อน ๆ ก็จะประทับใจ ต่อไปจะกลายเป็นว่าเพื่อน ๆ แย่งตัวเราให้เข้ากลุ่มด้วยซ้ำไป ส่วนในกรณีเร่งด่วน ถ้าเพื่อนไม่ยอมให้เข้ากลุ่ม อาจจ้องไปบอกอาจารย์ เชื่อว่าอาจารย์น่าจะช่วยได้ ถ้าไม่หากลุ่มให้เรา ก็อาจให้เราทำรายงานเดี่ยวมาส่ง ซึ่งก็จะเป็นโอกาสให้เราได้มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ และได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าเราทำได้ เพื่อน ๆ เห็นฝีมือเราแล้วก็คงทึ่ง และยอมรับเราในที่สุด? ทำอย่างไรติดเพื่อน รู้สึกเหงาถ้าไม่มีเพื่อน เป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่ชอบรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อน ๆ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลย เด็กบางคนถึงขนาดขอพ่อแม่ย้ายโรงเรียนตามเพื่อนก็มี อย่างไรก็ตามเราควรเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองด้วย และรู้จักวิธีคลายความเหงาในเวลาที่ไม่มีเพื่อนอยู่ด้วย ลองคิดดูสิคะว่ามีอะไรที่ทำแล้วให้ความเพลิดเพลินก็ทำสิ่งนั้น เช่น บางคนชอบฟังเพลง บางคนชอบอ่านหนังสือ บางคนชอบเลี้ยงสัตว์หรือปลูกต้นไม้ บางคนชอบเย็บปักถักร้อย เขียนบันทึก ที่สำคัญลองหัดสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่น ๆ บ้าง จริงอยู่ที่ว่าเราอาจมีเพื่อนสนิทเพียงคนสองคน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่คบกับคนอื่นเสียเลย การเป็นคนเข้ากับใคร ๆ ได้ง่าย จะทำให้เรามีคนคุยด้วย แล้วจะรู้สึกว่าคนอื่น ๆ ก็ช่วยให้เราคลายเหงาได้เหมือนกัน

ที่มา http://www.love4home.com

การดูแลผิว

Taking off Tour Make-Up
อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณคิดจะทำก่อนเข้านอน หากแต่การเช็ดขจัดคราบเครื่องสำอางออกจากใบหน้าเป็นสิ่งจำเป็นในการดูแลรักษาผิวพรรณให้คงความงามเนิ่นนาน
การทำความสะอาดผิวและเช็ดคราบเครื่องสำอางให้หมดจดเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานของการมีผิวสวยใสสุขภาพดี อีกทั้งยังสำคัญต่อสุขภาพร่างกายแม้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ก็สามารถผนวกเข้ากับกิจวัตรประจำวันของคุณได้อย่างไม่ยากเย็น เพื่อผลลัพธ์มหาศาลในแง่สุขภาพและความงาม
การเช็ดผิวด้วยผ้าหรือกระดาษชำระไม่เพียงแต่เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ยังสามารถทำให้รูขุมขนอุดดัน อักเสบจนกลายเป็นสิว แต่ควรเช็ดคราบเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เพราะมิฉะนั้นอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ และคุณจะได้นอนหลับฝันหวานไปพร้อมกับใบหน้าที่ใสสะอาด
เคล็ดลับในการดูแลผิวก่อนศีรษะถึงหมอนอย่างถูกวิธี - รวบผมไว้ด้านหลังอย่าให้รกปกคลุมตามใบหน้า
- ผสมน้ำกับเคลนเซอร์ชนิดละลายน้ำให้เกิดฟองนุ่มนวล ลูบไล้ทั่วใบหน้าเพื่อชำระล้างคราบเมคอัพที่เกาะติดตามผิว หลีกเลี่ยงบริเวณบอบบาง เช่น รอบๆ ดวงตาที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
- ถ้าใช้มาสคาร่าแบบกันน้ำ การใช้แผ่นสำลีอนามัยชุบโลชั่นเช็ดคราบเครื่องสำอางรอบดวงตาโดยเฉพาะ จะช่วยทำความสะอาดได้อย่างหมดจด
- เลือกเคลนเซอร์ที่เหมาะกับประเภทของผิวตัวเอง มีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าอยู่มากมายในท้องตลาดที่ผลิตขึ้นมาสำหรับผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวมัน ฯลฯ
- ถ้าในแต่ละวันลงเมคอัพค่อนข้างเยอะ เป็นต้นว่ารองพื้น อาจต้องการแผ่นสำลีหรือกระดาษเช็ดหน้าช่วยในการทำความสะอาด สำหรับผิวบอบบางระคายเคืองง่าย ควรหลีกเลี่ยงผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้าเนื้อหยาบ อย่าลืมใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเคลนเซอร์ให้ซึมซาบทั่วใบหน้าเสียก่อน แล้วค่อยใช้แผ่นสำลีหรือกระดาษเช็ดทำความสะอาด
- ล้างผิวด้วยน้ำอุ่นนิดๆ น้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจะทำให้ผิวอักเสบได้
- ล้างเคลนเซอร์ด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยงเกลาหมดจด คราบเคลนเซอร์ที่ตกค้างบนผิวอาจทำให้ผิวระคายเคืองลุกลามได้
-ใช้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มซับน้ำที่ใบหน้าจนแห้ง ตามด้วยทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวยามค่ำคืน แล้วทาทับด้วยครีมลดเลือนริ้วรอย

ที่มาhttp://women.kapook.com

การลดความอ้วน

ความอ้วนไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายไม่สวยงาม ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้หลายทาง คนที่มีน้ำหนักมากเกินควร จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้ง่ายกว่าคนปกติ ธรรมดา เพราะฉะนั้น ความอ้วน จึงถือเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องทำการรักษาแก้ไข เป็นที่ทราบกันดีว่าการลดน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากลำบาก ต้องพยายามอดอาหาร หรือทานน้อยลง แล้วยังต้องออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ บางคนลดอาหารอยู่ได้ไม่นานก็หมดกำลังใจ กลับมาทานมากตามเดิม บางคนพยายามเดิน วิ่ง กระโดดเชือก หรือว่ายน้ำอยู่ได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็รู้สึกเบื่อหน่าย ล้มเลิกไป การไปหาหมอให้ฉีดยาขับน้ำออกจากร่างกายมักจะมีผลแต่เพียงระหว่างเวลาที่ทำการรักษา เมื่อหยุดไป น้ำหนักก็ค่อยๆ เพิ่มกลับมา วิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพดี ในการช่วยลดความอ้วน โดยไม่ต้องลดจำนวนอาหารที่เราทานอยู่ หรือหักโหม ออกกำลังกายจนเกินควร วิธีนี้ขึ้นอยู่กับการรู้จักลักษณะของอาหารชนิดต่างๆ ที่เราบริโภค ประกอบกับการออกกำลังการเพียงเล็กน้อย สิ่งแรกที่จะต้องระลึกอยู่เสมอ คือ อาหารชนิดต่างๆ ที่เรารับประทานนี้ มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน อาหารบางชนิดมีจำนวน Calories สูง ทานแล้วอ้วน บางอย่างมีจำนวน Calories ต่ำ ทานได้จนอิ่ม น้ำหนักก็ไม่ขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าทานเนื้อหมู 100 กรัม ร่างกายจะได้รับพลังงานถึง 400 Calories แต่ ถ้าท่านทานแตงกวา 100 กรัม ร่างกายจะได้รับพลังงานเพียง 15 Calories วันๆ หนึ่ง มนุษย์เราต้องการพลังงานจากอาหารเพียง 2000 ถึง 3000 Calories เท่านั้น คนที่นั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย จะมีความต้องการพลังงานน้อย คนที่เล่นกีฬาออกกำลังอยู่เสมอ จะมีคามจำเป็นต้องได้พลังงานจากอาหารมากกว่า เพราะฉะนั้น ข้อแรกในการลดน้ำหนัก คือพยายามไม่ทานอาหารจำพวก Calories มากกว่าที่ร่างกายต้องการ สตรีไทยส่วนมาก รูปร่างไม่ใหญ่ และไม่ค่อยออกกำลังมากในชีวิตประจำวัน ทานอาหารเพียงวันละ 1500 ถึง 2000 Calories ก็จะมีรูปร่างสวยงามได้ สิ่งที่สองที่ควรทราบ คือ อาหารแต่ละชนิดที่ท่านทานนี้ มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 3 อย่าง คือ ไขมัน ( fat โปรตีน ( protein ) และแป้ง ( carbohydrate ) ตัวที่เป็นอันตรายต่อร่างกายที่สุด คือ ไขมัน ไขมัน หรือ fat นี้ มีจำนวน Calories อยู่สูงมาก ทานเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้อ้วนได้ คนที่ทานไขมันมาก จะมีไขมันอยู่ที่ร่างกายมากเกินควร ตามส่วนต่างๆ เช่น ใบหน้า ท้อง แขน ขา และสะโพกดูอุ้ยอ้ายน่าเกลียด เวลาตรวจเลือดดู จะพบไขมันอยู่ใน 2 ลักษณะ เป็นแบบ Cholesterol และแบบ Triglycerides เวลาไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย ควรบอกให้หมอตรวจดูระดับของ Cholesterol และTriglycerides ในเลือดด้วย คนที่มีสุขภาพดี ระดับ Cholesterol ไม่ควรเกิน 250 mg.% และระดับ Triglycerides ไม่ควรเกิน 135 mg.% ถ้าเรามีไขมันในเส้นเลือดและในร่างกายมากเกินไป มันจะไปฝังตัวในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ ทำให้เส้นเลือดนี้ตีบ และหัวใจวายเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อย นอกจากนั้น ยังเป็นที่ เชื่อกันว่าทานอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้เป็น โรคมะเร็งในลำไส้ และมะเร็งในเต้านมได้ ท่านจะเห็นจากรายการอาหารที่แสดงไว้ว่า เ นื้อหมู เนื้อวัว ไข่แดง เนย และถั่วลิสง มีจำนวนไขมันอยู่สูง เนื้อชนิดอื่น เช่น เนื้อไก่ ปลา หอย ปู และกุ้ง กลับมีส่วนประกอบที่มีไขมันต่ำกว่ามาก มีแต่เนื้อเป็ด ที่ยังมีส่วน fat อยู่ถึง 50% เพราะฉะนั้น เวลาท่านนึกจะทานเนื้อ จะต้องคำนึงอยู่เสมอว่า เนื้อหมู เนื้อวัว นั้นจะทำให้อ้วน แต่ท่านสามารถทานเนื้อไก่ ปลา ปู กุ้ง หอย ได้เป็นจำนวนมาก ทานได้จนอิ่มทุกมื้อ ก็จะได้รับจำนวน Cholesterol น้อย และส่วนประกอบที่เป็นไขมัน จะต่ำ และดีต่อสุขภาพไข่นั้นมี Cholesterol สูง และมีส่วนประกอบเป็นไขมันมาก โดยเฉพาะตัวไข่แดง มีไขมันในรูป Calories อยู่เกือบเต็มใบ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทานไข่มากเกินไป เช่น ทานแบบฝรั่งทุกเช้า 2-3 ฟอง แล้วยังทานมื้อเย็นเป็นไข่เจียวกับข้าวอีก จะทำให้เราอ้วนและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ไข่นี้ไม่จำเป็นต้องทานมากกว่าอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งนม เนย และเนยแข็ง ก็มี Cholesterol สูง และมีส่วนประกอบเป็นไขมันเช่นเดียวกัน เนยนั้นมีถึง 700 calories ต่อ 100 กรัม ส่วน Cheddar Cheese นั้นมีถึง 400 calories ต่อ 100 กรัม ซึ่งๆ เท่ากับ Sirloin Steak เวลาทานนมหรือทานเนยแข็งดูเป็นของเบา ไม่หนักท้อง ความจริงแล้ว มันกลับทำให้เราอ้วนได้ ควรทานนมแบบ Skim Milk หรือ Low Fat Milk มากกว่า เนยแข็งแบบ Cottage Cheese พอทานได้ เพราะ Calories และส่วนไขมันไม่สูงเกินไป ถ้าท่านสังเกตดูอาหารแบบถั่วหรือผัก จะเห็นว่า ถั่วงอกหรือถั่วลิสง ที่มี Calories สูงมาก ถั่วลิสงมี 550 และถั่วงอก 400 Calories ต่อ 100 กรัม ส่วนผักชนิดอื่นๆ เช่น แตงกวา ผักกาด มะเขือ กะหล่ำปลี หน่อไม้ มี Calories ต่ำมาก และยังส่วนประกอบที่เป็นไขมันไม่เกิน 5-10% อาหารแบบผลไม้ ก็คล้ายกับผัก คือมี Calories และส่วนไขมันต่ำมาก ยกเว้นลูกเกด (raisin) ซึ่งเป็นผลไม้อันเดียวที่ควรหลีกเลี่ยง ถ้าไม่อยากอ้วนอาหารแบบผักและผลไม้นี้ จะเห็นว่า ประกอบด้วยแป้งหรือ carbohydrate เป็นส่วนใหญ่ ในสมัยก่อน คิดกันว่าการทานอาหารแบบมีแป้งนี้ เป็นอันตรายต่อร่างกาย ในสมัยนี้ เกิดการเปลี่ยนความคิดและคำแนะนำใหม่ กลับเป็น ที่เชื่อกันว่าระบบอาหารที่ประกอบด้วยผักและผลไม้เป็นส่วนมากนี้ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย ระบบการทานอาหารแบบ The Pritikin Diet ที่ Dr.Pritikin คิดขึ้นมา มีแต่ผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ อนุญาตให้มีไขมันเพียง 5 % คำแนะนำของ Dr. Pritikin นี้ กำลังเป็นที่นิยม และนับถือกันมาก เพราะเอามาใช้กับคนอ้วน คนมีความดันโลหิตสูง คนที่เป็นเบาหวาน หรือเป็นโรคหัวใจ ได้ผลดีอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้น้ำหนักลดลง หลายสิบโล ภายในไม่กี่อาทิตย์ โรคเบาหวานก็มีอาการดีขึ้น ความดันโลหิตก็ลดลงเนื่องจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว คนที่ต้องการลดน้ำหนัก ควรทานอาหาร มื้อเช้าแบบไทยๆ เช่น ข้าวต้ม พร้อมกับแกล้มนิดหน่อย ปลาเค็ม ผักดอง ขิงดอง ถ้าอยากทานไข่เค็ม พยายามทานไข่ขาว ให้มากกว่าไข่แดง เพราะมีไขมันมาก มื้อกลางวัน ควรเลือกรับประทานอาหารแบบ carbohydrate เช่น ก๋วยเตี๋ยวแห้ง หรือน้ำ พยายามหลีกเลี่ยงก๋วยเตี๋ยวผัดราดหน้า ซึ่งมีไขมันมากกว่า ลูกชิ้นเนื้อวัวก็พอทานได้ เพราะเนื้อได้ถูกต้ม เอาไขมันไปมากแล้ว การทานแบบน้ำ จะทำให้ท้องรู้สึกแน่น และอิ่มเร็วมากกว่าทานแบบแห้ง ถ้าเราไม่หิวมาก ทานแต่ ผักผลไม้ เป็นอาหารกลางวันก็ได้ มื้อเย็น ทานข้าวได้ แต่กับข้าวนี้ ควรมีปลา ปู กุ้ง หรือหอย เป็นส่วนใหญ่ ควรปิ้ง ย่าง นึ่ง หรือต้ม แทนที่จะผัด จะได้ไม่มีไขมันมาก และควรมีผักสดทานร่วมด้วยเสมอ ไก่นั้นทานได้ ส่วนเนื้อหรือหมู ควรต้มหรือแกงเสีย ก็จะช่วยให้น้ำหนักไม่ขึ้น ที่สำคัญ พยายามอย่าทานอาหารว่าง วิธีทานที่ดีที่สุด คือ ทานเมื่อเรารู้สึกหิว เท่านั้น ถ้าเราไม่หิว ก็แปลว่า ร่างกายเรายังไม่ต้องการอาหารเพิ่มเติม
ที่มาhttp://www.formumandme.com

สาเหตุการเกิดสิว

สาเหตุการเกิดสิวอุดตัน
1. ต่อมไขมัน Sebaceous สร้างไขมันมากเกินไป โดยอาจเกิดจากสาเหตุ ฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน ชนิด Testosterone ซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตและการสร้างไขมัน( Sebum) สูงมากกว่าปกติ แล้วไขมันเกิดจากอุดตันในท่อไขมันที่ระบายไขมัน ออกสู่ผิวหนังด้านนอก อันนำมาซึ่งปัญหาสิวอุดตัน2. ปัญหาผิวแพ้ง่าย( Sensitive skin) มักพบเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้บ่อยเช่นกัน 3. ความผิดปกติของการลอกผิวในท่อขุมขนเอง( follicular lumen) แล้วทำให้เกิดการอุดตัน4. สิวจากเครื่องสำอาง( Acne cosmetica) มักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางบางชนิด แล้วเกิดอาการแพ้ 5. สิวจากสเตียรอยด์ มักเกิดในผู้ที่ใช้ครีมทาที่ผสมสเตียรอยด์ ในการรักษาผิวแพ้ หรือรับประทานยา Prednislone เป็นประจำ เช่นผู้ป่วยโรคไต Nephrotic syndrome หรือ SLE 6. ความเครียด7. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ในภาวะใกล้หรือหมดประจำเดือน ประเภทของสิวอุดตัน(สิวไม่อักเสบ) แบ่งเป็น 1. สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด 2. สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด 3.สิวสเตียรอยด์ ผลข้างเคียงจากการเกิดสิวอุดตัน มักเกิดจากการพยายามแกะ แคะ บีบเพื่อให้สิวอุดตันหลุด และขาดความชำนาญในการกดสิว มักพบได้บ่อยคือ 1. รอยดำจากสิว2. รอยหลุมจากสิว หรือ Icepick-scar 3. สิวอุดตันเกิดมากขึ้น เนื่องจากการกดหรือบีบ แล้วทำให้ท่อไขมันบริเวณข้างเคียงเกิดอุดตัน จากการบาดเจ็บ( trauma) แนวทางการปฏิบัติสำหรับการป้องกันการเกิดสิวอุดตัน มีหลักการคือ พยายามอย่าให้ผิวมัน และการกระทบกระเทือนต่อท่อหรือต่อมไขมัน ดังนี้ 1.ผลิตภํณฑ์ล้างหน้า เช่น สบู่ เจล โฟม ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวมัน และมีตัวยาป้องกันการเกิดสิว 2. เครื่องสำอาง ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม สารดีเทอร์เจ้นท์3. หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้า หรือ นวดหน้าแรงๆ4. หน้ามันมาก อาจต้องใช้โลชั่นเช็ดหน้า หรือใช้ยารับประทานกลุ่ม Retionoids หรือ ยาคุมกำเนิดกลุ่ม Dian-35 เพื่อลดหน้ามัน 5. เลือกครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 เพื่อป้องกันความมันของเนื้อครีม 6. ครีมบำรุง เลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำมัน และไม่ควรมัน ไม่มีฮอร์โมนผสมในครีมบำรุง 7. ครีมแก้แพ้ หรือ สบู่ล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวแพ้ง่าย( Sensitive skin)8. งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน ไอสครีม 9. พักผ่อนให้เพียงพอ 10. ไม่เครียด11. ห้ามกด หรือ บีบสิวเอง กรณีที่เกิดสิว การรักษาสิวอุดตัน 1. ครีมทาสิวอุดตัน กลุ่ม Tretinoin( Retin-A) เป็นยาที่เหมาะสมและใช้กันแพร่หลาย มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.025-0.1 % อาจอยู่ในรูปของครีม เจล หรือน้ำ โดยพบว่ายิ่งความเข้มข้นสูง ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดี แต่ก็จะระคายเคืองผิวหน้า และทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุย ถ้าความเข้มข้นสูง แต่การละลายเคืองอาจน้อยลง ถ้าล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที 2. ยารับประทานกลุ่ม retinoids เช่น Roaccutane,Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมัน และละลายสิวอุดตันได้ดี ทั้งที่ใบหน้าและสิวตามลำตัว 3. ยาลอกขุย (Keratolytic agents) และยาทำให้ผิวแห้ง เช่น Salicylic acid ,Resorcinol,Sulphur,Aluminium oxide มักช่วยลอกขุย และทำให้สิวแห้งและหลุดออก มักใช้เป็นส่วนผสมของแป้งน้ำทาสิว( acne lotions) 4. การกดสิวอุดตัน มักจะทำได้เฉพาะกลุ่มสิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ) เพราะจะหลุดออกได้ง่าย และควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นภายหลัง 5. การทำ Peeling ด้วย 30-50% TCA,PHA จะช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง ผนังสิวบางลง ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัว และหลุดออกได้ง่าย6. การทำ Iontophresis มักใช้ร่วมกับยากลุ่ม Tretionoin เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่า การทายาปกติ 7. การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี ( Microdermabrasion) พบว่าทำให้หัวสิวอุดตันหลุดออกได้ง่าย ทำให้หัวสิวเปิดออกเพื่อกดออกภายหลังได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง และสีผิวขาวขึ้น เรียบเนียนขึ้นได้ด้วย

ที่มา : clinicneo.co.th